เศรษฐศาสตร์บัณฑิตอันพึงปรารถนา


ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์

งราชการ รัฐวิสาหกิจ และวิสาหกิจเอกชน ขณะนี้ต้องการใช้นักเศรษฐศาสตร์และ ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่พิถีพิถัน ที่จะต้องให้ได้นักเศรษฐศาสตร์ ที่ศึกษามาจากต่างประเทศ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ก็เป็นที่ปราถนาถ้ามีคุณภาพดีพอ

อย่างไรจึงจะเป็นเศรษฐศาสตร์บัณฑิต อันพึงปราถนา ในฐานะที่ผู้เขียน มีหน้าที่ในหน่วยงานราชการ ที่ต้องการเศรษฐศาสตร์บัณฑิตอยู่ คงจะเป็นการสมควร ที่จะเสนอความคิดเห็นไว้ ณ ที่นี้ จะถูกหรือผิดแล้วแต่ จะวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไป

ข้อแรก ไม่จำเป็นจะต้องกล่าวอธิบาย เพียงแต่เอ่ยก็คงพอ เพราะไม่ใช่เป็นคุณสมบัติเฉพาะ ของนักเศรษฐศาสตร์ กล่าวคือ ต้องการหนุ่ม และสาวที่มีสุจริตธรรม ไม่ทะเยอทะยาน ใคร่จะร่ำรวยจนเกินไปนัก มีอุตสาหะมานะพากเพียร เอาใจใส่ในกิจการงานหน้าที่ และแสวงหาความรู้ ความชำนาญต่อไปจากหน้าที่ที่กระทำ

คุณสมบัติในทางวิชาการนั้น เป็นเรื่องที่จะพรรณนาให้ละเอียดยิ่งขึ้นในบทความนี้

เศรษฐศาสตร์บัณฑิตไม่จำเป็นต้องรอบรู้ หรือรู้อย่างลึกซึ้ง ในแขนงเศรษฐศาสตร์ ทุกแขนงวิชา กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ให้หมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ผู้ใดอ้างว่าตนรอบรู้ หมดทั้งทางธนาคาร การเงิน การคลัง การค้าภายในภายนอกประเทศ การผลิต การพัฒนา ฯลฯ ผู้นั้นเป็นเทวดา ซึ่งพวกเราเกิดมานานแล้วยังไม่เคยพบเคยเห็น

แต่อีกนัยหนี่ง เศรษฐศาสตร์บัณฑิต พึงมีวิชาทางทฤษฎี ไว้เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ได้อย่าง กว้าง ๆ เผื่อไว้ตามแต่โอกาสที่จะต้องใช้ ถ้าต้องเผชิญกับปัญหา แขนงใดแขนงหนึ่ง หรือประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ก็ทำการศึกษากับปัญหานั้นได้ แล้วนำเอาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ มาวิเคราะห์ วิจัยอนุโลมเข้ากับปัญหานั้นๆ ฉะนั้น เศรษฐศาสตร์บัณฑิตจำเป็น ที่จะต้องศึกษาทฤษฎี เศรษฐศาสตร์ มิใช่แต่จะเรียนแต่ว่า เหตุการณ์เศรษฐกิจ เป็นไปอย่างใด (ซึ่งเราเรียกกันว่า เป็นเศรษฐศาสตร์ภาคพรรณนา หรือ descriptive) แต่ต้องเรียนรู้วิธีวิเคราะห์ (analytical) เพื่อแยกธาตุของปัญหา เพื่อสังเกตุเห็นปัญหาได้อย่างถ่องแท้ และเพื่อแสวงหาวิถีทางอันถูกต้อง ที่จะนำไปสู่ การขบปัญหา ตามตามความต้องการ

ถ้านักเรียนเศรษฐศาสตร์ เรียนแต่เพียงทฤษฎีลอยๆ ไม่ได้เรียนให้ลึกซึ้งในบางแขนง ก็ไม่สมบูรณ์เสมือนหนึ่งมีแต่เครื่องมือ และวิธีใช้ แต่ไม่เคยลองใช้ ฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องเล่าเรียนฝึกฝนให้ลึกซึ้งอย่างที่เรียกกันว่า specialization ในแขนงหนึ่ง เฉพาะอย่างยิ่งในแขนงที่ตนตั้งใจจะถือเป็นอาชีพ เช่น เศรษฐศาสตร์กิจการสาธารณูปโภค สาธารณูปการ เป็นต้น การเรียนและฝึกฝนอย่างลึกซึ้ง ในบางแขนงกับมีทฤษฎีเป็นหลักอยู่แล้วจะช่วยนักเศรษฐศาสตร์ได้ 2 สถาน คือทำให้เชี่ยวชาญในแขนงที่ฝึกฝนอยู่นั้นดีขึ้น และเมื่อได้เคยขบคิดพิจารณา เรื่องใดเรื่องหนึ่งมาแล้ว ย่อมจะสามารถเพ่งเล็งปัญหาเรื่องอื่น ได้ถูกต้อง แม่นยำยิ่งขึ้น

ถ้าเราจะเรียนเป็นนักเศษฐกิจ จะเรียนแต่เพียงเศรษฐศาสตร์ก็คงจะพอ แต่เราจะเรียนเป็นบัณฑิต เพื่อให้ได้ปริญญาเศรษฐศาสตร์บัณฑิต วิสัยบัณฑิต ย่อมต้องพิจารณาเรื่องต่างๆ ในกรอบแห่งความเป็นจริง และความความเป็นจริงแห่งสังคมศาสตร์นั้น ระบบเหล่านี้แต่ละวิชา ก็มีคุณค่าเสริมเศรษฐศาสตร์ทั้งนั้น แม้แต่บางวิชาซึ่งมองเผิน ๆ คงจะไม่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์เท่าใดนัก เช่น ชีววิทยาและวิชาว่าด้วยกรรมพันธุ์ แต่ถ้าพิจารณาดูให้ลึกซึ้งแล้วจะเห็นได้ว่า นักเศรษฐศาสตร์ที่วิจัยปัญหาประชากร จะไม่เรียนวิชาดังกล่าวเสียบ้างย่อมไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ข้อที่ไม่ควรลืมคือ ประเด็นที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ เป็นประเด็นที่ว่า จะให้นักเศรษฐศาสตร์ มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ถ้าหากจะนำเอาวิชาต่างๆ ที่เป็นวิชาประกอบมาให้นักเรียนเศณษฐศาสตร์เรียนมากจนเกินไปนัก จะไม่ได้เศรษฐศาสตร์บัณฑิต จะกลายเป็นจับฉ่ายบัณฑิตอย่างที่มีปรากฎกันอยู่ ถ้าเป็นเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เศรษฐศาสตร์บัณฑิตอันพึงปารถนาอาจเหมาะสมกับงานอื่น ๆ แต่ไม่เหมาะสมกับงานที่จะรับทำฐานนักเศรษฐศาสตร์ ฉะนั้น วิชาประกอบที่จะต้องเรียน ในชั้นปริญญาตรีนั้น ไม่ควรจะเกินปีละหนึ่งหรือสองวิชา และควรเลือกให้เหมาะสม กับสาขาเศรษฐศาสตร์ที่นักเรียนผู้หนึ่ง ๆ เรียนลึกซึ้ง เช่น นักเศรษฐศาสตร์การค้า ก็ควรรู้กฎหมายพาณิชย์บ้าง รู้การบัญชีบ้าง เป็นต้น

วิชาที่กล่าวมาแล้วข้างต้นทั้งวิชาเอกและวิชาประกอบ นักเรียนย่อมต้องใช้วิธีฝึกฝนด้วยตนเอง คือ ฟังอ่านคิด เขียน ถ้าฟังบรรยาย จำคำบรรยาย แล้วกรรมการออกข้อสอบตามคำบรรยาย จะเห็นว่าขาดการอ่านและการคิดใช้ไม่ได้ ฉะนั้นเศรษฐศาสตร์บัณฑิตอันพึงปารถนาควรจะฝึกฝน ให้อ่านหนังสือ ตำราได้อย่างกว้างขวาง และฝึกฝนให้คิดริเริ่มตั้งปัญหาวิพากษ์วิจารณ์ ร่วมกับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน และอาจารย์จะช่วยเรื่องนี้ได้ดี ด้วยการแนะหนังสือตำราอื่น ๆ นอกจากคำบรรยายของตน ให้นักเรียนอ่านกับออกข้อสอบนอกคำบรรยาย เพื่อให้เฉลยปัญหา ด้วยความคิดริเริ่มของนักเรียน

การอ่าน อาจจะต้องอาศัยตำราต่างประเทศ แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป เช่น ตำราการคลัง ตำราทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เวลานี้มีเป็นภาษาไทยมิใช่น้อย แต่อย่างไรก็ตาม ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือสำคัญไม่เฉพาะในการอ่านตำราเท่านั้น การประกอบอาชีพทุกวันนี้ ต้องใช้ภาษาต่างประเทศอยู่ ฉะนั้นอย่างไรๆ ก็ต้องเรียนภาษาต่างประเทศด้วย

ถ้าเรามีชีวิตที่คาดว่า จะยืนยาวไปกว่าร้อยปี และมีทุนทรัพย์ทั้งทางส่วนตัว และประเทศชาติมากมาย พวกเราจะเรียนปริญญาตรี กันสักคนละห้าหกปี แล้วเรียนปริญญาชั้นสูง อีกสี่ห้าปี ก็คงจะไม่เสียหายนักแต่แท้จริง ส่วนมากเมื่ออายุถึงยี่สิบสาม ยี่สิบสี่ขึ้นไปแล้ว คงจะต้องหางานทำ (ไม่ต้องกล่าวถึงการมีคู่รัก มีครอบครัวก็ยังได้) ฉะนั้นจึงเห็นว่า ส่วนมากควรจะสำเร็จเศรษฐศาสตร์บัณฑิต อันพึงปรารถนาไม่เกินอายุยี่สิบสี่ปี ยิ่งอายุน้อยใกล้ยี่สิบปีเข้าไปก็ยิ่งดี

ถ้าการคำนวณดังกล่าวถูกต้อง นักเรียนเศรษฐศาสตร์ ก็ไม่ควรจะชักช้า เสียเวลาไกลไป เรียนวิชาอื่นเสียนานนัก ทั้งวิชาเอก วิชาประกอบ ต้องเรียนโดยวิธีฟัง อ่าน คิด เขียน อย่างจริงจัง อย่างน้อยสามปี ถ้าไม่น้อยกว่านั้นสติปัญญา ก็ยังฝึกฝนไม่พอที่จะทำให้เราเป็นนักวิชาการ อันพึงปรารถนาได้ ฉนั้นเพื่อให้ถูกหลักเศรษฐศาสตร์ การสอนเศรษฐศาสตร์ชั้นบัณฑิต จึงควรจะมีหลักสูตร ดังที่บรรยายมาข้างต้น คือ สรุปได้ว่า ให้หนักไปทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งทฤษฎี และการประยุกต์ ให้มีวิชาประกอบแต่น้อยพอควรให้รู้ภาษาต่างประเทศ และอย่าให้ไถลไปเรียนเรื่องอื่นมากนัก

แต่ทั้งนี้ย่อมจะต้องมีข้อสมมุติ ที่สำคัญอยู่อีกข้อหนึ่ง คือเมื่อนักเรียน จะเข้าเรียนชั้นอุดมศึกษานี้ จะต้องมีหลักวิชา ดีพอสมควรมาจากชั้นมัธยมศึกษา อย่างไรจึงจะทำให้นีกเรียนมัธยมศึกษา ที่จะเข้ามหาวิทยาลัยมีหลักวิชาได้ดีนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนสนใจ อย่าสูงยิ่ง แต่ไม่สามารถใช้เวลามาบรรยายในบทความนี้ เพียงแต่ขอสรุปข้อคิดไว้สั้นๆ ดังนี้

 
(ก) ควรคัดเลือกนักเรียนมัธยมตอนปลาย ที่สามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้ ให้มีจำนวนน้อย พอสมควรแล้วสอนเป็นพิเศษ เพื่อเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย (นอกนั้นควรสอนมากเหมือนกัน แต่ไม่เป็นพิเศษ เพราะจะตามกันทัน และจะถ่วงผู้อื่นไม่ให้เจริญก้าวหน้า บางคนก็ควรจะฝึกในด้านอาชีวศึกษา ให้ได้ดีจริงๆ)

(ข) นักเรียนที่จะไปสู่มหาวิทยาลัย ต้องสามารถเตรียนตัวฝึกฝน วิชาใกล้เคียง กับวิชาที่จะเลือกไปเรียนต่อ เช่น ถ้าจะไปเรียน เศรษฐศาสตร์ ก็ต้องมีหลักทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ คณิตศาสตร์ เป็นต้น แต่ไม่จำเป็นต้องเรียนฟิสิกส์ หรือเคมีให้แตกฉานนัก

(ค) นักเรียนที่จะไปสู่มหาวิทยาลัยต้องฝึกฝนนิสัยการอ่านหนังสือ และฝึกฝนการคิดอ่าน ด้วยตนเอง

(ง)ระหว่างที่ยังมิได้มีการปรับปรุง ระดับมัธยมศึกษา ให้เป็นไปตามการข้างต้นนี้ นักเรียนควรจะพึ่งตนเองให้มากกว่าปกติ สิ่งใดอ่อนอยู่การอ่าน การศึกษาครุ่นคิดเสียแต่ปีแรก ๆ ของอุดมศึกษา
 


ถ้ากระทำได้ดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนเชื่อว่าเศรษฐศาสตร์บัณฑิต ของเราจะเป็นที่พึงปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง ถ้าความคิดเห็นข้างต้น เป็นที่ถูกต้อง ขออย่าได้โยนทิ้งฐาน “ดีแต่หลักการปฏิบัติไม่ดี” ต้องพยายามปฏิบัติให้ได้ ถ้าเห็นว่าหลักการดี แต่ถ้าความคิดเห็นข้างต้นบกพร่อง ด้วยประการใดก็หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะมีการทักท้วง วิจารณ์ตามวิสัยบัณฑิต