คุยกับจารชน อังกฤษ

โดยสุธาริน คูณผล

พันเอก เดวิด สไมลีย์ อดีตทหารใน British Special Operations Executive หรือ SOE ซึ่งเป็นกองกำลังพิเศษ ที่ตั้งขึ้นมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อสอดแนมและปฏิบัติการลอบโจมตีในแดนศัตรู



พันเอกสไมลีย์ เคยเข้าไปปฏิบัติงานสืบราชการลับในเมืองไทย


พัน เอกสไมลีย์ เข้าไปปฏิบัติงานสืบราชการลับในเมืองไทย และฝึกยุทธวิธีรบแบบกองโจรให้เหล่าเสรีไทยในพื้นที่ภาคอีสาน เมื่อต้นปี พ.ศ. 2488 ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชีย จะสิ้นสุด

ฟังเสียง: สารคดี ตอนที่ 4

พันเอกเดวิด สไมลีย์ อายุ 89 ปีแล้ว หูฟังไม่ค่อยได้ยิน ต้องใช้เครื่องช่วยฟัง แต่ยังเดินเหินได้แข็งแรง และความทรงจำยังดีเยี่ยม

พัน เอกสไมลีย์ย้อนความหลังให้ฟังว่า ได้รับการติดต่อจากเพื่อน ให้ขอย้ายไปช่วยฝึกปรือกองกำลังเสรีไทยในสยามในช่วงต้นปี พ.ศ. 2488

ในตอนนั้น ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ชัยชนะในหลายสมรภูมิหลักทางยุโรป แนวรบด้านตะวันตกใกล้จะปิดฉาก และกองกำลังของสัมพันธมิตร ก็เริ่มเบนเข็มไปเผด็จศึกในเอเชีย

"เพื่อนชาวสยาม ของผม หรือตอนนี้คงต้องเรียกว่าเพื่อนคนไทย คือ ท่านชิ้น หรือ
หม่อมเจ้า ศุภสวัสดิ์ฯ ท่านบอกกับผมว่า จะไปสยาม เพื่อร่วมขบวนการต่อต้านญี่ปุ่น
ผม สนใจจะไปด้วยมั๊ย ......"



หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัฒน์ ผู้ชักชวนพันเอกสไมลีย์ ให้ไปช่วยฝึกขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในสยาม


“ท่านชิ้น” ที่พันเอกสไมลีย์พูดถึง ก็คือ หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัฒน์ พระเชษฐาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ เป็นแกนนำสำคัญคนหนึ่งของขบวนการเสรีไทยในอังกฤษ และมีตำแหน่งเป็นทหารในกองทัพอังกฤษด้วย

พันเอกส ไมลีย์โอนไปสังกัดกองกำลัง 136 ซึ่งเป็นรหัสของหน่วยของอังกฤษที่ปฏิบัติงานในตะวันออกไกล

หลังจากนั้นก็เดินทางไปศรีลังกาเพื่อ ฝึกยุทธวิธีการรบในป่า ตอนนั้น ศรีลังกาเป็นกองบัญชาการสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตรในเอเชีย กลุ่มใต้ดินที่เคลื่อนไหวต่อต้านญี่ปุ่น ในดินแดนที่ถูกยึดครอง ถูกส่งไปเข้าค่ายฝึกยุทธวิธีการรบแบบกองโจรที่นั่นกันด้วย

ปฏิบัติการที่อีสาน

พัน เอกสไมลีย์ก็โดดร่มลงที่จังหวัดสกลนคร เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2488 พร้อมกับตำรวจไทยสองนาย ซึ่งมีชื่อจัดตั้งว่า ชาติ กับ พัน ส่วนตัวเขาเองมีชื่อจัดตั้งว่า Grin

"พวกเรา โดดร่มไปลงกลางทุ่งนา ตอนรุ่งเช้า ลงแบบนิ่มๆ ไม่เจ็บตัว มีคณะมารอต้อนรับอยู่แล้ว นำโดย นายเตียง ศิริขันธ์ ซึ่งมีชื่อจัดตั้งว่า พลูโต นายเตียงมากับผู้ชายอีกคน ซึ่งเป็นอดีตนักเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ เขาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ นายคง "

นายเตียง ศิริขันธ์ ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ในขณะนั้น และเป็นผู้นำเสรีไทย ประจำภาคอีสาน ร่วมกับสมาชิกระดับแกนนำอย่างเช่น นาย ถวิล อุดล สส. จังหวัดร้อยเอ็ด นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ สส. จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้แทนราษฎร ที่ใกล้ชิดกับนายปรีดี พนมยงค์ หรือ “รูธ” ผู้นำขบวนการเสรีไทยในประเทศ

ใน ช่วงนั้น การเคลื่อนไหวของเสรีไทยในประเทศ มีการวางเครือข่าย สายการปฏิบัติงานกันเป็นอย่างดีแล้ว

กลุ่มเสรี ไทยทั้งจากสายอเมริกา อังกฤษ ได้เดินทางเข้ามาวางขุมกำลัง พร้อมกับกลไกการประสานงานกับสัมพันธมิตร เตรียมพร้อมปฏิบัติงาน ประมาณสองปีก่อนหน้านั้น

เตรียมกองกำลัง

พันเอกสไมลีย์ มีภารกิจหลักในการเข้าไปฝึกอาวุธให้กับชาวบ้าน เพื่อเตรียมจัดตั้งกองทัพประชาชน เพื่อสู้รบกับญี่ปุ่น

"ผมได้รับมอบหมายให้ฝึกอาวุธกลุ่มต่อต้าน ฝึกใช้ปืนกล ระเบิด เพื่อเตรียมไว้สำหรับปฏิบัติการสู้รบในภายภาคหน้า นอกจากนั้น ก็ต้องสอดแนมเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับทหารญี่ปุ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในพื้นที่ภาคอีสานที่ผมรับผิดชอบอยู่มีค่ายของกลุ่ม ต่อต้านญี่ปุ่น อยู่ทั้งหมด 12ค่าย กระจายอยู่ในบริเวณที่ถ้าลากเส้นสมมติ จากโคราช ขึ้นไปจดหนองคาย แล้วลากลงมาที่อุบล ก็จะได้เป็นรูปสามเหลี่ยมคนที่มาร่วมขบวนการก็มีทั้ง ครู นักเรียน แล้วก็ชาวบ้านแถวนั้น"

พันเอกสไมลีย์บอกว่า ในส่วนชาวบ้านที่ไม่เข้าร่วมขบวนการ ก็ดูจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ถึงแม้ว่าตัวเขาจะเป็นที่ผิดสังเกตอยู่แล้ว เพราะดูเหมือนจะเป็นตัวประหลาดตัวขาวตาสีฟ้า แฝงเข้าไปอยู่ในชุมชน ในช่วงที่มีทหารญี่ปุ่นเต็มบ้านเต็มเมือง

มีคน ทพยายามจะขายความลับให้ญี่ปุ่นอยู่บ้าง แต่ก็ถูกจับได้ก่อนทุกครั้งไป
พัน เอกสไมลีย์วิทยุติดต่อส่งข่าว ประสานความเคลื่อนไหวกับหน่วยเหนือที่ศรีลังกาและอินเดียได้เป็นประจำ

นอกจากตัวเขาเองแล้ว มีทหารอังกฤษจำนวนมากทำงานแบบเดียวกันอยู่ทั่วประเทศไทย รวมทั้งทหารจากหน่วยรบพิเศษของอเมริกันด้วย

โดย ทหารอังกฤษกับอเมริกาแบ่งโซนการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน



พลเรือ เอก ลอร์ด หลุยส์ เมาแบทเทน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังสัมพันธมิตรในเอเชียอาคเนย์


แต่หลังจากที่โดดร่มเข้าไปปฏิบัติภารกิจในเมืองไทยได้ไม่ นาน พันเอกสไมลีย์ก็ประสบอุบัติเหตุ กระเป๋าเอกสารติดระเบิด ที่ตั้งใจจะใช้โจมตีเป้าหมายของญี่ปุ่น
เกิดระเบิดใส่มือเขาก่อนที่จะถึง เป้าหมาย

พันเอกสไมลีย์ไปพักรักษาตัวอยู่ที่ อินเดียประมาณ 1 เดือน กลับเข้ามาเมืองไทยอีกครั้งในช่วงเดือนกรกฎาคม

กองทัพที่ไม่ได้รบ

ไม่ นานก่อนที่สงครามจะสงบ ช่วงนั้นญี่ปุ่นเริ่มถอยร่นในแนวรบสำคัญในเอเชีย อย่างเช่น พม่า และมลายา และฝ่ายสัมพันธมิตรก็เตรียมจะเผด็จศึก

"ถึงตอนนั้น กองกำลังของเรามีอยู่เกือบหมื่นสองพันคน กระจายอยู่ทั่วภาคอีสาน ความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นรุนแรงขึ้นมาก ผมได้รับความร่วมมือย่างดีจาก “รูธ”และจากตำรวจทหารด้วย

ตอนนั้นเราต้องยึดตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดว่าต้องไม่ เปิดฉากสู้รบกับฝ่ายญี่ปุ่น จนกว่าจะมีคำสั่งจาก ลอร์ดหลุยส์เมาแบทเทน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังสัมพันธมิตรในเอเชียอาคเนย์ ซึ่งมีแผนจะยกพลขึ้นบกที่ภูเก็ต"

ความรู้สึกแรกคือดีใจระคนเสียดาย เสียดายที่กองกำลังที่เตรียมไว้ไม่ได้ลงมือรบ แต่ก็ดีใจที่สงครามสิ้นสุด โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ
พันเอก เดวิด สไมลีย์


แต่แผนทั้ง หมดก็ล้มเลิกไปเมื่อสหรัฐตัดสินใจทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกถล่มฮิโรชิมา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2488 และลูกที่สองลงที่นครนางาซากิ อีกสามวันหลังจากนั้น ทำให้ญี่ปุ่นต้องยอมจำนน

"พอ ระเบิดลง เราก็ได้รับคำสั่งทางวิทยุ ว่าให้กระจายกำลังไปตามค่ายกักกันเชลย แต่อย่าเพิ่งแสดงตัวจนกว่าจะมีการลงนามในสนธิสัญญาสงบศึก

ในส่วนของผมก็ยกกำลังไปล้อมค่ายที่อุบล ซึ่งเราเคยลอบส่งสารติดต่อกับเชลยศึกในนั้นเป็นระยะ ผ่านเด็กสาวชาวจีน ที่เป็นคนส่งน้ำแข็งให้ค่ายทหารญี่ปุ่นทุกวัน เราช่วยเหลือเชลยศึกจากค่ายนั้น สี่พันกว่าคน ส่วนใหญ่เป็นคนอังกฤษ กับ คนเนเธอร์แลนด์ มีออสเตรเลีย กับอเมริกันอยู่บ้าง"

พันเอกสไมลีย์บอกว่า ในวันที่คำสั่งยุติสงครามมาถึง ความรู้สึกแรกคือดีใจระคนเสียดาย เสียดายที่กองกำลังที่เตรียมไว้ไม่ได้ลงมือรบ แต่ก็ดีใจที่สงครามสิ้นสุด โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ

พันเอกเดวิด สไมลีย์ ยังพำนักอยู่ในเมืองไทยต่อจนถึงปลายปี พ.ศ. 2488 เพื่อช่วยในการสอบสวนคดีอาชญากรรมสงคราม และรวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ เขียนรายงานของการปฏิบัติการในช่วงนั้นให้กองทัพอังกฤษและต่อมาได้เขียน หนังสือบันทึกประสบการณ์ในเมืองไทยด้วย